สำหรับ Credit-Linked Note ที่กองทุนลงทุนได้ตามกฏของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ จะออกโดยสถาบันการเงินที่มีความมั่นคง โดยทั้งผู้ออกและหลักทรัพย์ที่ใช้อ้างอิง เช่น พันธบัตรรัฐบาล หรือหุ้นกู้เอกชน จะต้องได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เช่น การจัดอันดับความน่าเชื่อถือระยะยาวอยู่ในสามอันดับแรก (ไม่ต่ำกว่า A โดย S&P) อันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในสองอันดับแรก (ไม่ต่ำกว่า A-1 โดย S&P) โดยสถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับสากล เช่น S&P, Moody’s เป็นต้น ทำให้โอกาสที่ตราสาร Credit Linked Note และหลักทรัพย์อ้างอิงจะผิดนัดชำระหนี้อยู่ในระดับต่ำ จุดเด่นของ Credit Linked Note อยู่ที่การเป็นตราสารที่ให้ผลตอบแทนในรูปเงินบาทสูงกว่าการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไทยในประเทศที่อายุเท่ากัน โดยเครดิตเรทติ้ง ของผู้ออกส่วนใหญ่อยู่ที่ A-ขึ้นไป และเรทติ้งของหลักทรัพย์ที่ใช้อ้างอิงอยู่ที่ BBB+ และ A ซึ่งใกล้เคียงหรือสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลไทย
นอกจากนี้ยังเป็นช่องทางการระดมทุนของสถาบันการเงินต่อผู้ลงทุน โดยให้โอกาสของผลตอบแทนกับผู้ลงทุนสูงกว่าการลงทุนในหลักทรัพย์อ้างอิงโดยตรง แต่มีระดับความเสี่ยงใกล้เคียงกับหลักทรัพย์อ้างอิง ขณะเดียวกันยังเป็นช่องทางการระดมทุนในหลักทรัพย์อ้างอิงของผู้ลงทุนซึ่งเป็นตราสารที่อาจจะมีข้อจำกัดจากการลงทุนโดยตรง เช่น กัน เช่น จำนวนหลักทรัพย์มีน้อย สภาพคล่องต่ำ จำนวนเงินลงทุนขั้นต่ำ การจำกัดสัดส่วนการลงทุนของผู้ลงทุนต่างชาติ การเก็บภาษีจากการลงทุนในต่างประเทศ (Withholding Tax) เป็นต้น
ทางด้านการอ้างอิงผลตอบแทนของกองทุน Structured Note นั้น สามารถคำนวณจากการเปลี่ยนแปลงของดัชนีที่อ้างอิงได้หลายรูปแบบ เช่น การอ้างอิงราคา ณ วันที่ทำสัญญาลงทุน กับราคา ณ วันที่สิ้นสุดสัญญาลงทุน นอกจากนี้ ยังสามารถคำนวณผลตอบแทนจากการเปลี่ยนแปลงของดัชนีเป็นช่วงเวลา เช่นกองทุนรวม FIF ทองคำคุ้มครองเงินต้น ที่อ้างอิงผลตอบแทนกับการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ โดยมีเงื่อนไขว่า ผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนก็ต่อเมื่อราคาทองคำในแต่ละสัปดาห์มีการเคลื่อนไหวขึ้นหรือลงไม่เกินระดับที่กำหนดไว้ แต่ถ้าราคาทองคำมีการเคลื่อนไหวขึ้นลงเกินกว่าระดับที่กำหนดไว้ ผู้ลงทุนก็จะไม่ได้รับผลตอบแทน ซึ่งหลังจากครบอายุการลงทุนแล้ว กองทุนก็จะนำผลตอบแทนในแต่ละสัปดาห์มาคำนวณหาผลตอบแทนเฉลี่ยเพื่อจ่ายให้แก่ผุ้ถือหน่วยอีกครั้ง